คิดเขียน
posted on 11 Apr 2012 00:36 by natchanonwhere กู come from?
posted on 31 Dec 2011 16:27 by natchanonผมคิดบ่อย แต่ไม่คิดจะถามพ่อถามแม่ก่อนที่จะไขปริศนานี้ได้ด้วยตัวเอง
น่าจะใช้ได้ เริ่มเห็นเค้าโครงความเป็นไปได้ว่า
เหลือตัว "N" กับ "K"ไม่ยากเลยครับ ชื่อจริงของพ่อผมชื่อนคร "Na Korn"
B+A+N+K
พ่อทำหน้างง และนึกอยู่พักนึง แล้วบอกว่า
น้ำท่วมไดอารี่ : ๐๒ : เปลือง
posted on 29 Oct 2011 20:45 by natchanon in etcอย่างที่บอกไปตั้งแต่ตอนที่แล้วว่าโคตรจะไม่อิน เพราะไม่มีคิดว่าจะมีผลอะไรกับชีวิตสักกะแอะ
คนมันไม่เคยเจอปัญหาไง ผมย้ายบ้านมากี่บ้านก็ไม่เคยเจอน้ำท่วม
ตอนที่เขาท่วมกันปีสามแปดนี่ก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขาเลยเหมือนกัน
ประสบการณ์ที่ใกล้ชิดที่สุดคือฝนตกหนักแล้วน้ำขังแถวบ้านประมาณตาตุ่ม
ส่งผลให้รองเท้าเปียก ใส่ไม่สบาย เดินได้ช้า-แค่นี้ยังว่าหนักแล้วนะ
จะมีอะไรหนักกว่านั้นได้อีก นี่มันเมืองหลวงนะเว้ยเฮ้ย!
แต่พอเร่ิมได้ยินคำว่า อย่าชะล่าใจ
บ้านนั้นโน้นนี้ก็คิดเหมือนกันว่ามันคงไม่ท่วมหรอกก็ยังเสร็จ จมไปเรียบร้อย
แล้วก่อนหน้านี้ก็ได้ยินรุ่นพี่คนหนึ่งที่อยู่ทุ่งครุมาตลอดชีวิต
ก็ไม่เคยเห็นว่าจะท่วมสักนิดเหมือนกัน แหม นี่ก็น่าฟัง เพราะเป็นความเห็นจากผู้ใช้จริง
บวกไปบวกมาก็ชักจะหลอนไปกับเขาเหมือนกัน
เพราะถ้าเกิดมันเป็นการท่วมครั้งแรกขึ้นมาล่ะ?
ถ้าใจคอจะไม่ทำอะไรเลยก็คงเลือดเย็นไปหน่อย
ดังนั้นก็ต้องหาอะไรมาป้องกันสักนิดให้พอเป็นพิธี
แต่ปัญหาของคนที่บ้านอยู่ในละแวก “คงไม่ท่วมมั้ง” คือ “ต้องกันเท่าไหร่ถึงจะพอ?”
แล้วมันเป็นปัญหาหลักของผมเลยแหละ
ก่อนหน้านี้มีการประชุมภาคีซอยสาม พี่ๆ แถวบ้านเริ่มมาคุยกันถึงเรื่องน้ำท่วม
ผมอยู่ฝ่ายมั่นใจว่ายังไงก็ไม่ท่วม ก็ซอยมันสูง แถมบ้านเราไม่มีสัญญาณอะไรเลยนี่
บางคนเริ่มยกเคสมาข่มว่าแถวนั้นโน้นนี้ก็ท่วมแล้วนี่ ฯลฯ
สุดท้ายก็ลงท้ายว่า เออ ไม่ท่วมหรอก พวกเราชาวทุ่งครุ ไม่ต้องทำอะไรเลยแล้วกัน เฮ
แต่บ้านไอ้แบงค์นี่แหละทำบ้านแรก...
เริ่มจากฟิวเจอร์บอร์ด ด้วยความคิดพื้นฐานว่ามันดูเป็นพลาสติก เบาด้วย
เอามาแปะกับเทปกาว แล้วใช้ดินน้ำมันทับไปอีกที ก็น่าจะอยู่
หน้าบ้านกับหลังบ้าน ใช้ฟิวเจอร์บอร์ดขนาดเท่าป้ายหาเสียงผ่าครึ่งแล้วแบ่งกัน
เอาวะ แค่นี้ก็อยู่แล้ว!
ผ่านไปสองวัน มีข่าวว่ากระสอบทรายพัง บ้านที่ก่อปูนนั่นโน่นนี่เริ่มทลาย
บางบ้านที่ใช้ฟิวเจอร์บอร์ดก็ง่อย พังหมด ไม่รอดสักราย
...
เริ่มคิดถึงเหตุผลปัจจัยสารพัด คิดมาเข้าข้างตัวเอง
เฮ้ย ก็บ้านคนแถวนั้นมันมีรถวิ่งผ่านไปผ่านมาแม่งทั้งวัน มันก็มีคลื่นสิ
พอมีคลื่นก็ทำให้ฟิวเจอร์บอร์ดพังสิวะ! แต่บ้านเรามีรถมาขวางเฟ้ย!
บังไว้ก็ไม่มีคลื่นไง พอไม่มีคลื่นมันก็ต้องกันอยู่แล้วสิ!
...
...
มั้ง
ไปหัวหิน ไม่ดูข่าวอะไรทั้งสิ้นนอกจากข่าวน้ำท่วม
อ่านทวิตเตอร์ก็สะดุดตาแต่ไทม์ไลน์ที่เป็นเรื่องน้ำท่วม
โทรคุยกับเพื่อนก็ไม่ได้มีหัวข้ออะไรเป็นพิเศษหรอก นอกจากน้ำท่วม
ไม่อินเลยกู...
กลัวไม่อิน ขากลับคนอื่นเขาแวะแม่กิมไล้ แม่กิมย้ง กิมลั้ง กิมลุ้ย
กูแวะร้านขายฮาร์ดแวร์ก่อสร้าง...
จัดอิฐบล็อกมา 40 ก้อน จะมาสร้างบังเกอร์อีกชั้นนึง!
ระหว่างทางหัวหิน-กรุงเทพฯ รถก็เลยหน้าเชิดๆ เป็นคุณนาย เพราะตูดหนัก
กลับมาถึง ขับรถเหนื่อยๆ ก็ต้องเอาอิฐลงจากรถ 40 ก้อน
ไม่พอ! กลับมาก็ต้องไปหาซื้อแผ่นพลาสติกยักษ์เพื่อทำเป็นด่านหุ้มอีกชั้น...
ก็ต้องขับรถออกไปอีก ไปเดินซื้อๆๆๆ เลือกๆๆๆ
กลับมาก็ต้องยกอิฐมาเรียงๆ วางตามจุดๆ ที่วางไว้อีก
วางเสร็จก็ต้องเอาพลาสติกมาหุ้มอีก!
อินมากๆ...
ทั้งหมดนี่หมดไปประมาณ 2-3 พันบาทแล้ว
ได้ข่าวว่าข้าวของจะขาดแคลนด้วยสินะ
อะ ไปจัสโก้แถวบ้านแล้วกัน (เอ่อ...บ้านผมยังมีจัสโก้ครับ ยังมี)
น้ำเปล่า จัดมารัวๆ น้ำส้มด้วยสิ เดี๋ยวมันจะไม่มีขายเอา ถ้าท่วม
พวกของแห้งอะ หยิบมาเลย รัว หยิบๆๆ หยิบๆๆ
ข้าวสารที่กินมา 3 เดือนแล้วยังไม่หมดสักกะห่อด้วย
เอามา 2 ห่อเลย เค้กล่ะ ขนมปัง ขวดน้ำพอมั้ย ซอสล่ะ หมูสับ
ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ
เต็มรถเข็น...หมดไปอีกหลายพัน
ยัด ยัด ยัด....
เอ่อ ไอ้น้ำเก๊กฮวยจะเอาไว้ตรงไหนดีวะเนี่ย แม่งเต็มตู้แล้วเนี่ย
เอ๊ะ เออ แล้วบ้านแม่ล่ะ เอาไว้เผื่อด้วยดีกว่า
(ซ้ำย่อหน้าบนอีกรอบหนึ่ง และแถมไมโครเวฟไปอีกเครื่องนึง กันเหนียว)
เอาวะ ป้องกันขนาดนี้ เตรียมเสบียงขนาดนี้แล้ว จะมาก็มาเลย!
วันต่อมา...
หน้าจอคอมพิวเตอร์เต็มไปด้วยเว็บวิชาการต่างๆ อันเกี่ยวกับภูมิศาสตร์
บ้านอยู่สูงจากน้ำทะเลเท่าไหร่ไม่เคยใส่ใจ ก็ต้องหาให้รู้
นั่งวิเคราะห์ชื่อเขต ลาดพร้าว มันก็ลาดๆ เออ ไม่น่าจะเป็นส่วนที่น้ำขังนะ
บาง...เอ่อ ตรงนี้ก็ดูเป็นที่ลุ่มหน่อยแฮะ ตรงนี้น่ากลัว
ดอน...ที่ดอนสูงๆ มึงยังเอาดอนเมืองไปซะค่อนเมือง
แล้วบ้านกูอยู่...ทุ่งครุ...เออ มันดูเป็นทุ่งๆ แฮะ มันต้องเป็นที่กักเก็บน้ำปะวะ
อืม...สงสัยไอ้ที่กั้นๆ ไว้มันจะไม่พอแฮะ
เอางี้เลยแล้วกัน ชั้นหนึ่งช่างแม่ม ยกของขึ้นชั้นสองดีกว่า
ปั่นจักรยานไปเรียกยามมา 2 คน จัดแจงยกตู้เย็น ยกโต๊ะ
เพิ่งได้ถุงพลาสติกยักษ์เอามาหุ้ม ให้พี่ยามยกเครื่องซักผ้าเอาพลาสติกหุ้ม
ยกโน่น นั่น นี่ เอามันจนเรียบชั้นหน่ึง
...
ของพอปะวะ
...ไปจัสโก้อีกรอบละกัน!
...
แล้วมันพอรึยังเนี่ย ในเขตที่ไม่รู้ว่าจะท่วมรึเปล่า
เราจะรู้ได้ยังไงว่าต้องป้องกันเท่าไหร่ถึงพอ
ขับจักรยานดูรอบบ้าน หลังจากที่บ้านผมเริ่มมีปฏิกิริยากับประตูหน้าบ้าน
เริ่มรักมันเป็นพิเศษ ทุกคนก็เริ่มค่อยๆ จะรักบ้านตัวเอง
จากเดิมที่เคยคิดว่า ขอให้แม่งท่วมทีวะ ไอ้แถวบ้านที่ไม่ได้ป้องกันเลยจะได้เขิน
และบ้านเราจะได้ไม่เสียหมา! (แต่อย่าท่วมเยอะนะ หนูกลัว...)
หนทางสุดท้ายที่พอจะนึกออก ถ้ามันท่วมจริง
คงจะทำตัวเสียสติ ช็อก แล้วขับรถหนีไปต่างจังหวัดเลย
จะเอาอะไรก็เอาไป ยอมแล้วค้าบ
มานั่งคำนวณเงิน นี่ขนาดยังไม่รู้ว่าจะท่วมแค่ไหน จะท่วมรึเปล่า
ยังหมดไปกับเรื่องน้ำท่วมเยอะขนาดนี้...
ได้ยินจากวิทยุมีคนเสียเงินกับกิจกรรมนี้ไปมากกว่าเราเท่าตัว
บางคน 3 หมื่น บางคนมากกว่านั้น...
น้ำท่วมมันทำให้เราเปลืองได้มากขนาดนี้เลย
เปลืองเงินไม่พอ ยังเปลืองความรู้สึก เปลืองอารมณ์
เพราะสิ่งที่เราเสียไป จำนวนไม่น้อยตกไปอยู่กับความเห็นแก่ตัวของนักฉวยโอกาส
อิฐบล็อกแต่เดิมก้อนละไม่ถึง 10 บาท นี่ขึ้นราคาไปมากกว่า 3 เท่าตัว
น้ำเปล่า พลาสติกกันน้ำ ถังรองน้ำ สิ่งเหล่านี้เราเอามาเพื่อเอาตัวรอด ใช้ชีวิตในยามคับขัน
มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องขึ้นราคาเพื่อเอาเปรียบคนที่เดือดร้อน
ทำไมต้องทำเหมือนเกลียดชังกันขนาดนั้น?
ไอ้เราไม่เท่าไหร่เพราะยังไม่ใกล้เคียงผู้ประสบภัย
แต่กับคนอื่นล่ะ? คนที่บ้านจมน้ำไปแล้ว ไหนจะรถ ไหนจะทรัพย์สินที่สูญไปกับน้ำ
ไหนจะห้วงความคิดที่พะวงและกังวลถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมบ้าน
จะเอาหลักทรัพย์ที่ไหนมาค้ำประกันชีวิตตัวเอง?
สิ่งเหล่านี้ เป็นราคาค่าใช้จ่ายที่เปลืองความรู้สึกมาก
ไหนจะพฤติกรรมอุบาทว์ของสิ่งมีชีวิตกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “นักการเมือง”
วีรกรรมประหลาดที่งี่เง่าเกินเผ่าพันธุ์มนุษย์จะจินตนาการถึง
สิ่งเหล่านี้นับเป็นภัยธรรมชาติอย่างนึงนะ ผมว่า
น้ำท่วมครั้งนี้ บ้านจมน้ำยังไม่รู้สึกหดหู่เท่าคนไทยเอาเปรียบกัน
(เอ่อ แต่ถ้าบ้านจมจริงก็คงเซ็งอะนะ)
สรุปว่าน้ำท่วมครั้งนี้เชี่ยวมาก
ซัดทั้งเงินในกระเป๋าและความรู้สึกไปจนหายแทบเกลี้ยง
หมดวอเตอร์เฟสติวัลครั้งนี้ เราคงต้องเก็บออมกันใหม่
ทั้งชีวิต เงินตรา อารมณ์
และคงต้องคิดบัญชีกับคนเห็นแก่ตัวเหล่านี้ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง.
น้ำท่วมไดอารี่ : ๐๑ : เปียก
posted on 28 Oct 2011 00:47 by natchanon in etcน้ำท่วมประเทศไทยมาหลายเดือนแล้ว พวกเล่นนองเต็มตลิ่งตั้งแต่ยังไม่เดือนสิบสอง
ได้ข่าวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเปิดวิทยุหรือโทรทัศน์
เดี๋ยวท่วมนครสวรรค์ เดี๋ยวอยุธยา เดี๋ยวฝนฟ้า เดี๋ยวพายุ
สักพักก็เริ่มเข้ากรุงเทพฯ เริ่มซึมมาทางบางบัวทอง ดอนเมือง ฯลฯ
สารภาพเลย ว่าไม่รู้สึกอินอะไรเลย ที่จริงภาพน้ำท่วมต่างจังหวัดเป็นซีนที่เห็นจนชินตา
ปีที่แล้วก็มีโคราช ปีโน้นก็สุพรรณฯ ไม่นานมานี้ก็หาดใหญ่ ฯลฯ
ก็ประเทศไทยมันเมืองใกล้น้ำ เรื่องน้ำทะลัก น้ำจะล้น มันก็เรื่องปกติ
รู้สึกว่าข่าวน้ำท่วมก็คล้ายข่าวเทนนิสไทยน่ะ ที่เข้ารอบสักพักก็ต้องตกรอบ
ไม่ได้ดูถูกดูแคลนอะไรหรอก แต่มันเป็นแพตเทินอยู่อย่างนั้นจริงๆ นี่นา
รายงานผลการแข่งขันกันทุกวี่วัน สุดท้ายก็ต้องไปแพ้ให้ฝรั่งสักคนจนได้
เข้ารอบก็มีตกรอบ น้ำท่วมเดี๋ยวก็ลด เป็นเรื่องปกติ
ดีหน่อย ที่บางปีเราก็มีเซอร์ไพร์ส เข้ารอบลึก ได้แชมป์มา ก็ดีอกดีใจกันยกใหญ่
อย่างเช่นปีนั้นที่ภารดรได้แชมป์ เป็นปีทองของเขา เป็นปีทองของเขา
ไอ้เราก็อินไม่น้อย อดหลับอดนอนดูถ่ายทอดสดจนดึกดื่น
แล้วน้ำท่วมปีนี้ก็มีเซอร์ไพร์ส...
บ้านพ่อ ที่อยู่ย่านบางกรวย-ไทรน้อย เริ่มมีน้ำผุดขึ้นมาตามท่อจนกระทั่งถึงข้อเท้า
เป็นบ้านที่มีย่าอยู่ด้วย และตอนนี้เองนี่แหละที่เริ่มจะอินกับเขาบ้างแล้วล่ะ
รู้สึกว่าเริ่มจะรู้สึกเปียกเฉอะแฉะกับเขาบ้างแล้ว ถึงแม้เท้าจะยังไม่โดนน้ำสักหยด
ดังนั้น ระหว่างที่เป็นทั้งว่าที่ผู้ประสบภัย และมีครอบครัวเป็นผู้ประสบภัย
ก็ขอบันทึกอะไรเอาไว้หน่อยก็แล้วกัน
*๑ : เปียก *
เนื่องจากบ้านที่อยู่ตามสำมะโนครัวอยู่ในเขตทุ่งครุ
เป็นเขตที่เพื่อนบางคนถึงกับอุทานหยาบๆ ว่ามันอยู่ตรงไหนของแผนที่ประเทศ
ขนาดใช้กูเกิลแมปแล้วยังต้องลากตั้งไกลกว่าจะเข้าเขตเมืองได้ มึงจะไปอยู่ไกลอะไรนัก!?
ทุ่งครุ ดูจากแผนที่ต่างๆ นานาของนักวิชาการแล้วมันช่างห่างไกลกับมวลน้ำ
(บ่นหน่อย ไอ้มวลน้ำนี่เป็นคำฮิตที่โคตรจะไม่ชอบ เพราะมันดูเป็นวิทย์เกินไปมากอะ)
จึงไม่ค่อยรู้สึกอะไรนอกจากรู้สึกสงสารและเห็นใจคนที่น้ำท่วมบ้านจนบ้านอ่วม
นั่งพึมพำอยู่หน้าทีวี หรือกดโทรศัพท์ช่วยสมทบทุนช่วยเหลือบ้างบางโอกาส
พูดอย่างเห็นแก่ตัวได้ว่า ยังอยู่โคตรไกลจากบ้านกู จะท่วมอะไรก็ท่วมไปเถอะ
แต่ที่ต้องซีลบ้าน ไปสรรหาอะไรมาวางกั้นน้ำในระดับที่รู้สึกว่าทำไมมันดูโอเวอร์จัง
น้ำท่วมบ้าอะไรจะสูงเท่าน่อง นี่มันเกะกะด้วยซ้ำไปนะเนี่ย จะเข้าออกบ้านทีก็ต้องปีนขึ้นเก้าอี้
ที่ต้องทำสารพัดนั่นก็เพราะจำเป็น เนื่องจากถ้าไม่ทำแล้วจะดูไม่รักบ้าน
อะไรกัน เพิ่งจะซื้อได้ไม่ถึงหกเดือน สองชีวิตช่วยกันจนได้ครอบครอง
จะปล่อยให้ใครดูแลเพียงคนเดียวได้ยังไงวะ เดี๋ยวกูตบหน้าแหก (กราบ) ฯลฯ
อะ...ก็ต้องทำ ทำเท่าที่ต้องทำ ทำเท่าที่เธออยากให้ทำ
เอาเข้าจริง ตอนนั้นเสียเงินแค่หลักพัน ยังรู้สึกว่าเสียดายชะมัด...
หันออกไปข้างนอก คิดถึงแว่นกันแดดจับใจ แดดเปรี้ยงขนาดนี้โลกจะเอาน้ำที่ไหนมาท่วมได้วะ
กดโทรศัพท์หาพ่อ เพราะได้ข่าวแว่วว่าไอ้บริเวณที่เริ่มท่วมแล้วมันก็อยู่แถวบ้าน
บางบัวทอง บางใหญ่ อะไรพวกนั้น (ที่จริงก็มีบ้านเพื่อน พี่ น้อง อยู่เหมือนกันนะ เศร้าแทน)
พ่อรับสายแล้วบอกว่ายังสบายหายห่วง ไม่มีปัญหา เคราะห์ดีที่อยู่แถวนั้น
ที่อื่นเขาท่วมจนมิดแต่เรายังไม่ท่วม ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งสิ้น
วางสายอย่างสบายใจแล้วยักไหล่ เห็นมั้ย บ้านเราโชคดี
เกิดมาย้ายบ้านเกือบสิบหลังยังไม่เคยเจอสักทีที่น้ำท่วม
วันต่อมาก็พบว่าตัวเองหูไม่ค่อยดี ที่ฟังคำว่า “ยัง” ตกหล่นไป
ที่บ้านพ่อ อยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำเจ้าพระยา ข้ามสะพานพระรามห้าไปทางฝั่งธนฯ
เจอสี่แยกบางสีทอง เลี้ยวขวาเข้าถนนบางกรวย-ไทรน้อย
เข้าซอยไปราวสองกิโลฯ ก็จะเจอบ้านชั้นเดียวหลังหนึ่ง
พื้นบ้านต่ำกว่าหลังอื่น แต่ตัวบ้านยกสูงจากพื้นสามขั้นบันได
พ่อบอกว่าตอนนี้น้ำเริ่มซึมจากท่อ เริ่มผุดออกจากดิน...
แต่พ่อบอกว่าไม่มีปัญหา ไม่ต้องกังวล
ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะย้ายย่าไปอยู่บ้านญาติอีกคนที่อยู่ห่างออกไปประมาณร้อยเมตร
ฟังแล้วหลอนนิดหน่อย แต่ก็ดีแล้วที่หาทางหนีที่ไล่เอาไว้ก่อน
คนเฒ่าคนแก่แถมยังเป็นอัมพฤกษ์ เดินไม่ได้ ช่วยตัวเองสักนิดก็ไม่มีหวังมาสี่ปีแล้ว
จะให้นอนใจก็ไม่เข้าท่า แต่ดีแล้วล่ะที่ยังมีทางแก้ ซึ่งก็เด็ดขาดมากพอสมควร
เพราะน้ำบ้าอะไรกันจะล้นทะลักจนได้ทักทายชั้นสองบ้านคนอื่น? ไซไฟเกินไปแล้ว
ตีหนึ่ง พ่อโทรมา
“ไม่ไหวแล้วว่ะลูก พรุ่งนี้ต้องย้ายย่าออกไปก่อน ไปอยู่บ้านลาดพร้าวกับแม่รี”
ตอนนี้เองที่รู้สึกว่า จู่ๆ โลกมันชื้นขึ้น ทำอะไรก็รู้สึกว่าเหนอะหนะหนักหนาไปหมด
จากนั้นปัญหาน้ำท่วมก็เริ่มสิงสู่ร่างอย่างเป็นทางการ
พ่อบอกว่าตอนนี้น้ำท่วมถึงเอวแล้ว หมายความว่าต้องใช้การแบกย่าออกมาจากบ้าน
แล้วถ้าตกน้ำไปจะทำยังไง ไอ้คนที่แบกเป็นใคร รถพ่อตอนนี้ก็ออกมาไม่ได้แล้วละจะมายังไง
ข้าวของของย่าล่ะ? เตียงลม เครื่องปั้ม เตียงพยาบาล ยา ผ้าอ้อม ฯลฯ
อารมณ์เหมือนเดินทะเล่อทะล่าออกมาอยู่กลางเลน ทรู เดอ ฟรองซ์
กูยืนตักไอติมกินอยู่ดีๆ จู่ๆ ก็มีฝูงจักรยานที่ไหนไม่รู้ตั้งครึ่งพันคันโผล่มาไล่เหยียบ
แล้วแต่ละคันนี่ปั่นกันสุดแรง ปั่นกันจนน่องโยกทั้งนั้น
จะทำยังไงได้นอกจากวิ่งหน้าตั้ง แล้วต้องตั้งแบบไหนถึงจะรอดก็ไม่รู้ด้วย
ดังน้ัน อารมณ์ก็เลยโดนเหยียบทับซะเซ็ง
จากเดิมที่ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับปัญหาน้ำท่วมกะเขาเลยสักแอะ
ก็เลยจำใจได้เซ็นชื่อเข้าร่วมภาคีในที่สุด...
เคยอ่านเจอจากที่ไหนสักแห่ง
เขาว่าในโลกนี้ก็มีน้ำนี่แหละที่เชื่อมโยงให้แผ่นดินอยู่ติดกัน
น้ำนี่แหละที่เป็นส่วนประกอบหลักของสิ่งมีชีวิต
ยิ่งไปกว่านั้น บางทฤษฏียังบอกว่า น้ำจากบางแหล่ง ส่งผลต่อบางแหล่ง
ไม่ใช่แค่ความสะอาดสะอ้านหรือปัจจัยด้านชีวภาพเท่านั้น
แต่ยังมีผลต่อความรู้สึก กระเทือนถึงจิตใจได้ด้วย
คืนนั้น ตีสองกว่าก็ยังไม่ได้นอน รู้สึกว่านอนไม่ได้ เตียงมันไม่ได้มาตรฐาน
ในหูได้ยินเสียงจ๋อมแจ๋ม โหวกเหวกโวยวายของชาวบ้าน นอนไม่ลง
เปิดม่านออกดูหน้าบ้าน เงียบกริบเข้าขั้นสงัด พี่รปภ.ขับจักรยานตรวจรา
ทุ่งครุยังแห้งกรัง ไม่มีวี่แววของน้ำสักนิด กระทั่งสักหยด
ถึงจะท่วม ตามรายงานก็ยังต้องใช้เวลาอีกเกือบเดือนล่ะกว่าน้ำจะเดินทางมาถึง
แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ในบริเวณเมตรคูณเมตรในเขตนี้
น้ำท่วมมิดหัวผมไปเรียบร้อยแล้ว.
ไรท์เพื่อน (อวสาน old school)
posted on 13 Oct 2011 03:02 by natchanon in etcเกรงว่าหายไปอย่างไม่มีปี่ขลุ่ยแล้วจะถูกประนามว่ามารยาทเสีย
คอลัมน์ Old School ในนิตยสาร a day ฉบับ 133 (ที่ผมเขียนถึงแรปเตอร์ วงดูโอป็อบระดับคลาสสิกของไทยเอาไว้ โดยหวังว่าจะให้มีคนเมตตาบริจาคตั๋วเข้าชมมาให้ แต่ก็ไม่เป็นผล แม้คลิปวีดีโอบันทึกการแสดงสักวินาทีก็ยังไม่ได้ดูทั้งที่ก็เต้นท่าเกรงใจได้ครบทุกเม็ด...) นั่นนับว่าเป็นฉบับสุดท้าย บนพื้นที่นิตยสาร
แต่ตอนนี้ ขอย้ายพื้นที่มาออนแอร์บนอินเทอร์เน็ตแทน
และจะนับว่ามันเป็นตอนสุดท้ายของคอลัมน์นี้จริงๆ ละหลังจากที่เขียนมาครบรอบหนึ่งปีพอดิบพอดี
...
การจากลา ทำให้ผมนึกถึงช่วงชีวิตตอนอยู่มัธยมปลาย ช่วงเทอมสุดท้ายในการเรียน ช่วงปลายของการไว้หัวเกรียน และช่วงที่จะได้เจอเพื่อนๆ กลุ่มที่พิเศษอย่างที่ไม่มีกลุ่มไหนจะเหมือนได้เป็นวันท้ายๆ
ในเดือนสุดท้ายก่อนสอบไล่ที่ทำหน้าที่ได้เต็มหมายความหมายของคำจริงๆ เพราะมัน “สอบ” เพื่อ“ไล่” จริงๆ แถมการไล่คราวนี้เป็นการไล่ออกจากโรงเรียนไปเลย ไปไหนก็ไป ไปเข้ามหา’ลัย หรือสายอาชงอาชีพ ไปเจริญเติบโตเสียทีไอ้เด็กเปรตทั้งหลาย! (เสียงเกรี้ยวกราดจากอาคารใดสักอาคารหนึ่งที่รำคาญเสียงรองเท้าวิ่งไล่กันบนตึก) และนับว่าเป็นการไล่กันเยี่ยงหมูหมาที่เราต้องเต็มใจให้ไล่อีกต่างหาก มิฉะนั้นก็อาจจะต้องซ้ำมัธยมหกอีกรอบ นับเป็นบาดแผลแก่วงศ์ตระกูลสุดๆ
นอกจากช่วงนั้นเราจะจิตตก เพราะไหนจะต้องเตรียมตัวเลือกคณะ สอบเอ็นทรานซ์ วางแผนชีวิต ไหนจะต้องอ่านหนังสือเพื่อสอบอีก กดดันจะตายห่า ปัญหารุมเร้า แต่กระนั้นก็ยังขยันเดินเข้าร้านเครื่องเขียนเพื่อหาซื้อสมุดใหม่สักเล่ม
สมุดใหม่ๆ ที่พร้อมจะจดชื่อเพื่อนเก่าๆ ที่จะต้องใช้ในเร็ววัน ที่เราเรียกว่า
“เฟรนด์ชิพ”
เฟรนด์ชิพ นับว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กมัธยมปลายรุ่นนั้นมาก เพราะสมัยนั้นไม่เหมือนสมัยนี้ที่แม่งถึงจะเรียนจบไป กอดลาน้ำตารินจนไหล่แฉะไปหมด แต่กลับถึงบ้านทำไมกูก็ยังเห็นพวกมึงออนไลน์เฟซบุ๊ก อัปทวิตเตอร์ แชตเอมเอสเอ็นกันทุกสองนาที...ขอเวลาให้กูคิดถึงและระลึกถึงพวกมึงได้เองบ้างเถอะครับ นะ
คือ ในช่วงที่คอมพิวเตอร์ยังเครื่องละหลายหมื่นบาท โทรศัพท์มือถือยังหายาก แถมค่าโทรยังแพงระยับเนี่ย การติดต่อสื่อสารทางหลักก็คือโทรศัพท์บ้าน ซึ่งตอนนี้มองย้อนกลับไปมันเป็นการสื่อสารที่ดูเป็นทางการมาก ต้องยืนตรงนี้นะ กดเบอร์ตรงนี้นะ ส่วนอีกฝ่ายก็ต้องวิ่งมารับตรงนี้ คุยตรงนี้ ความเป็นส่วนตัวน้อยสุดๆ
ดังนั้น การนัดเจอ การมีตติ้ง หรือเลี้ยงรุ่นในยุคก่อนจะมีความหมายของการ “พบ”กันมากกว่า เพราะได้นั่งอัปเดตชีวิตกันสดๆ ได้รู้เรื่องที่ไม่เคยรู้ ระหว่างที่เธอหายไปหลายปีนั้น ผ่านอะไรมาบ้าง อุ้ย ไปเข้าร่วมม็อบที่ยูเครนมาด้วยหรอ ว๊าย ขายไตไปแล้วด้วย หา นี่น้องแกมันกลายเป็นแต๋วไปแล้วเหรอเนี่ย ไอ้พิชิตเนี่ยนะ ฯลฯ ได้ตกใจกับข้อมูลใหม่ สด จริงๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องซ้ำที่กูเคยอ่านผ่านสเตตัสของมันแล้วทั้งนั้น...
เฟรนด์ชิพจึงมีคุณูปการอันใหญ่หลวง มีไว้จดชื่อจริง ชื่อไม่จริง จดเบอร์โทรศัพท์ จดที่อยู่ และจดสารพัดข้อมูลของเพื่อนที่เราพอจะควานหาตัวเจอในวันที่คิดถึง จดเยอะไปหมด เลือดกรุ๊ปไหน ชอบกินอะไร ไม่ชอบกินอะไร ชอบสีอะไร ราศีอะไร คติพจน์เตือนใจ ฯลฯ
รวมถึงธรรมเนียมการ “เปิดใจ” ของฝ่ายผู้เขียน ที่มีกติกาว่าจะต้องเขียนถึงความรู้สึกของตัวเองลงไป เช่น “พุฒิ เราจำได้แม่นเลยนะ วันที่นายเตะบอลแล้วเป้าขาด แต่เสือกไม่รู้ตัว แล้วดันมานั่งกินน้ำอ้าขาหน้าโรงอาหาร มันเห็นกางเกงในเลยอะ ตอนนั้นจูนมันก็เห็นด้วยนะ มันหน้าแดงใหญ่เลย แล้วเราอยากบอกว่า ก่อนเข้ามหา’ลัยนายต้องซื้อกางเกงในใหม่แล้วล่ะ เพราะมันก็ขาดด้วยนะ ไอ้จูนมันก็เห็นด้วยนะ หน้าแดงใหญ่เลยล่ะ...” เป็นต้น เปิดใจมากๆ
ผมเดาว่าการเซ็นเฟรนด์ชิพยังเป็นกุศโลบายของกระทรวงการศึกษาธิการ เป็นการสนับสนุน ปูพื้นฐานให้นักเรียนได้เตรียมตัวรับมือกับการทำรายงานที่ยาวเหยียด เพราะเราเซ็นเฟรนด์ชิพกันทีเป็นสิบเป็นร้อยเล่ม นับว่าเป็นงานเอกสารที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิตเลยดีกว่า แม่งพิมพ์ก็ไม่ได้อีก ต้องเขียนด้วยมือล้วนๆ ลอกๆ ไปไม่คิดอะไรใหม่กันเดี๋ยวมันก็จับได้ หาว่าไม่จริงใจอีก (มีเรื่องความสัมพันธ์เชิงซ้อนมาเกี่ยวด้วย คิดดูสิ) บางคนถึงได้มีการดองเฟรนด์ชิพ เอาให้เซ็นไปเป็นเดือนแล้วยังไม่เอามาคืนอีก นี่โตไปมึงอยากทำงานราชการใช่ไหมเนี่ย
อีกอย่างเป็นปัญหาสำหรับผู้ชายอกสามศอกอย่างเราๆ ในช่วงนั้นก็คือ ไม่รู้ว่าไอ้ลายสมุดเฟรนด์ชิพนี่มันจะออกลายกุ๊กกิ๊กหวานแหววกันทำไมหนักหนา แต่ละเล่มนี่สีชมพูดจัด ฟ้าจัด จนทำกูเครียดจัด ไหนจะลายแมว หมา ไดโนเสาร์ เก้ง กวาง สมัน ฯลฯ กูเป็นผู้ชายนะเว้ย อยากได้สีทึบๆ แมนๆ นิ่งๆ มินิมอลๆ อะ เข้าใจบ้างไหม ผลิตมาให้ซื้อบ้างสิวะ ผู้หญิงมีเพื่อนเป็นอยู่เพศเดียวรึไง...ลองคิดดูว่าเด็กมอปลายคนนึง สภาพมอมแมม ตัวเปียกเหงื่อเพราะเพิ่งเตะบอลเสร็จ หัวเกรียนๆ หน้าสิวๆ หยิบสมุดเฟรนด์ชิปลายคิตตี้มีประกายดาวอยู่ข้างหลังไปจ่ายเงิน...นี่ยังไม่รวมถึงตอนที่เอาไปให้เพื่อนเซ็นอีก เด็กมันต่อยกันก็เพราะถูกล้อกันยังงี้นี่แหละ!
(ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมีสมุดเฟรนด์ชิพน้อยเล่มมาก แถมในปีสุดท้ายเคยคิดนอกกระแส เพื่อนคนนึงเอามาให้เซ็น ไอ้เราก็จินตนาการว่าความสัมพันธ์ของเรามันเป็นความบังเอิญมากนะ มันก็เหมือนบิ้กแบงที่หมุนเหวี่ยงให้โลกเราปลิวมาอยู่ตรงนี้ แถมมีดวงจันทร์โคจรเคียงข้างด้วย โรแมนติกใช่มั้ย งั้นกูอินดี้ ขอเหยียบเฟรนด์ชิพมึงล่ะนะ ว่าแล้วก็ปั้มนันยางเบอร์ 42 เอาไปเต็มคู่กระดาษ ปั้มอย่างที่นีล อาร์มสตรอง ไปปั้มเหยียบดวงจันทร์ ฝากรอยตีนเอาไว้เป็นที่ระลึกไง...จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมไม่เคยเจอเพื่อนคนนี้อีกเลย)
แล้วช่วงมอหก เราๆ ยังมีพิธีกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ฮอตฮิตและทุกคนต่างเฝ้ารอ เป็นการทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้คิดถึงกันอีกทางหนึ่ง นั่นคือพิธีการ
“เซ็นเสื้อ”
มีอะไรในใจก็เขียนลงไปบนเสื้อนักเรียนสีขาว เขียนมันทุกซอกทุกมุม รักแร้ ปกใน ชายเสื้อ ฯลฯ เขียนความรู้สึกที่เก็บเอาไว้ บางคนก็ขอโทษขอโพยในสิ่งที่ทำลงไป จากที่เคยโกรธกันมาตั้งแต่ ม.1 เทอม 1 ก็มาดีกันวันนี้เอง บางคนก็เขียนย้ำฉายาที่ล้อกันมานานแรมปี เขียนสารภาพรัก สารภาพบาป เขียนแช่ง ฯลฯ เขียนมันทุกอย่าง (ผมถูกเขียนชื่อพ่อเอาไว้ตัวใหญ่มากตรงหน้าอก ฟอนต์ประมาณ 300 point ตอนนี้เสื้อตัวนั้นจึงถูกเก็บไว้อย่างดีในตู้...) ใครป็อบหน่อยก็จะโดนรุมเขียนและทำให้ขาหลังอย่างเราหาที่ลงยากม้ากกกก ยังกับพระพุทธรูปในวัดพันปีที่เพิ่งถูกค้นพบ และแน่นอน...ถูกชาวบ้านทั้งจังหวัดมาแปะทองสักการะเพื่อขอหวยไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เป็นหนึ่งพิธีการที่ไม่ว่ายุคไหนก็ไม่มีเหมือน ลองคิดดูว่าในชุดเครื่องแบบมหา’ลัย มันจะมีตรงไหนให้เซ็นวะ... เฮ้ย แก มาเซ็นกระดุมกูหน่อยสิ เม็ดนั้นเต็ม เอาเม็ดนี้ก็ได้ ไม่ก็ตุ้งติ้งก็ได้ ...หรือ เฮ้ย มาเซ็นหัวเข็มขัดให้กูหน่อยดิ มึงยังไม่ได้เซ็นเลยนี่หว่า
มันไม่มีที่จะเซ็น! จะให้ไปเซ็นบนบัตรนักศึกษาก็ไม่ได้ เนื้อที่น้อยเกินอีก ดังนั้นเสื้อนักเรียนที่มีชื่อโรงเรียน มีชื่อ มีชั้น มีปีปักเอาไว้ จึงเป็นจุดสำคัญที่ย้ำว่า ชีวิตของพวกเราครั้งนึงเคยอยู่ร่วมกันในชุดยูนิฟอร์มนี้ ในพื้นที่เดียวกันตรงนี้นี่แหละ ทุกคนมาลงชื่อยืนยันเอาไว้แล้วนี่ไงล่ะ
และนับว่าเป็นกิจกรรมที่คุณแม่บ้านจะกลุ้มใจมาก เพราะถ้าต้องซักแบบนี้ละก็สู้กูใส่ถุงดำทิ้งลงถังขยะไปเลยจะดีกว่า (แต่แหงล่ะ ไม่ต้องเปลืองแรงขัดหรอก ยังไงก็เก็บกันโดยไม่ซักอยู่แล้วสักคน)
ทำให้ทุกวันนี้ทุกทีที่เปิดตู้เสื้อผ้าแล้วเจอเสื้อตัวนึงที่เลอะเทอะเละเทะ หรือหยิบฉวยสมุดบางเฉียบแสนวิเศษที่ถ้าได้ลองพลิกอ่านดูแล้ว นอกจากจะสบถว่าทำไมลายมือเพื่อนกูถึงส้นตีนขนาดนี้ ก็ยังได้ขำ ได้คิดถึง ได้ซาบซึ้ง เหมือนได้ตีตั๋วขึ้นยานไทม์แมชชีนและพาเรานั่งยานย้อนกาลเวลากลับไปได้ไกลสุดไกล
วันนี้ ผมมองย้อนกลับไป เรียนวิชานั่นนี่มาตั้งหกปี จริงอยู่ที่เราได้ความรู้ในวิชาต่างๆ มาต่อกรกับการสร้างรากฐานอนาคตครอบครัว ความมั่นคงมั่งคั่ง
แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่เราได้เรียนรู้ในหนึ่งวันเดียววันนั้น ถึงจะไม่เคยรู้เลยว่าได้อะไร แต่รู้ทันทีสักวันที่ต้องเหงา เศร้า จนต้านทานไม่ไหว ให้ลองไปที่ชั้นหนังสือหรือตู้เสื้อผ้า
เพื่อนเราเขียนทางแก้ไขเอาไว้ในนั้นแล้ว
:::
ป.ล : Old School อวสานแล้วครับ จะได้เจอกันใหม่ที่ไหนหรือตอนไหนก็ไม่รู้ แต่ผมเชื่อว่าต้องเจอกันแน่ สัญญา
ป.ล.2 : คิดซะว่าบล็อกตอนนี้เป็นเฟรนด์ชิพสำหรับคอลัมน์นี้ก็แล้วกันนะครับ ไม่เคยอ่าน ไม่รู้จัก ก็ไม่เป็นไร เรารู้จักกันใหม่ได้
เขียนให้หน่อยนะ : )
> ณัฐชนน มหาอิทธิดล
สวัสดีครั้งที่ 1,278,940
posted on 10 May 2011 00:17 by natchanonผมมันคนไม่ค่อยแข็งแรง คิดอะไรขึ้นมาก็ฟิตเพียงช่วงแรก
กระทั่งการอัพเดทบล็อก เมื่อปลายปีที่แล้วคิดว่าจะขยันเขียน
(เออ อันที่จริงคือพิมพ์นั่นแหละนะ อย่าเบรกสิ...)
มาอัพทีไรก็สัญญิงสัญญากับบล็อกไม่มีเสียงนี่ทุกทีว่าฉันจะกลับมาทุกวัน
ประหนึ่งว่านัดได้เสียกับเมียน้อยที่จวนเจียนจะเลิกเห่อ
แต่จนแล้วจนรอด เมื่อวันนึงมาถึง ก็หนีหายไปเงียบๆ ไม่รับผิดชอบอะไรกันเลย
(ยังครับ ยังไม่เคยมีเมียน้อย อุปมาอุปมัยไปมั่วๆ นั่นแหละ)
(ละทำไมต้องมีวงเล็บมันทุกย่อหน้าวะเนี่ย)
เอาเป็นว่าวันนี้แอบแว่ปมาอัพในเอ็กซ์ทีนบ้าง แทนที่จะเป็นเวิร์ดเพรส
ปกติผมอัพที่โน่นน่ะครับ ทั้งที่ค่อนข้างสนิทสนมกับไอ้คุณแช่ม
ไม่รับปากใดๆ ว่าจะมาเขียนนั่นนี่ทุกวันหรือหาเรื่องมาเล่าได้ตลอดปี ฯลฯ
ผมไม่ค่อยมีแรงน่ะครับ ออกกำลังกายน้อย
บวกกับบ่อยครั้งที่ทำๆ ไปแล้วก็กลับมาถามตัวเองว่า จะอัพบล็อกประจำไปทำไม?
ผมก็มีเหตุผลไว้บอกตัวเองนะครับ (แล้วก็มีเหตุผลในการยกเลิกความตั้งใจด้วย)
ก่อนที่เหตุผลอย่างหลังจะอุบัติ ผมขอแชร์ทัศนะในการเขียนบล็อกสักหน่อยแล้วกัน
ข้อดีของการเขียนบล็อกมีเยอะครับ
เหมือนคนหน้าตาดีแหละ มีคุณสมบัติที่ดีเยอะ น่าคบหา ดูสะอาดสะอ้าน ฯลฯ
แต่ก็แน่นอนว่าทุกอย่างมันก็มีข้อเสียของมัน จะเป็นอะไรบ้างนั้นก็สุดแล้วแต่ใครจะค้นพบ
มันอาจเปลืองเงินเพราะต้องคีปลุค รักษาสิว โบ๊ะหน้า แต่งตัวจัด เดือดร้อนพ่อแม่
จะแคะขี้มูกกลางห้างก็ไม่ได้ เสียลุค จะจามเสียงดัง จะเกาตูดก็ไม่ได้ เสียลุค ฯลฯ
ผมก็เปรียบเทียบไปงั้นแหละนะ ไม่ได้หมายความว่าอัพบล็อกแล้วหล่อนะ
อยากหล่อต้องไปศัลยกรรม หรือไม่ก็กินยาตายกลับจุดเซฟ ไปเกิดใหม่
สำหรับผม (เข้าเรื่องการอัพบล็อกละนะ) ในฐานะที่ทำงานเขียนๆ มาตลอดชีวิต
เอ่อ... พูดยังงี้ก็เหมือนแก่ ตอนนี้อายุ 25 ทำงานตั้งแต่ 20 ก็ราวๆ 4-5 ปี (เท่า -1 ปี..)
ในบางขณะที่เราอยู่ในพื้นที่ที่ต้องทำงานประจำ ถึงจะได้ใช้ทักษะในการเขียนอย่างเต็มที่
แต่ก็ต้องมีบางทีที่อยากมีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง เช่น อยากจะพิมพ์คำว่า ส้นตีน ออกอากาศอย่างผ่าเผย
จะให้พิมพ์ลงนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์มันก็ยากใช่ไหมล่ะ
ความอิสระ! คือสิ่งแรกที่บล็อกมีให้พวกเราครับ ถึงจะไม่ได้อิสระเสมือนห้องนอนบ้านตัวเอง
ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ รู้สึกอิสระก็จริง แต่การจะไปถอดกางเกงแล้วถ่ายหนัก ณ ตรงนั้น
เพราะมันก็ดูจะสั่นคลอนความเป็นประเทศประชาธิปไตยไม่น้อย
ขี้เสร็จอาจทำให้ทุกฝ่ายต้องกลับมาพิจารณาหลักการปกครองกันใหม่เลยก็เป็นได้
แต่ในขอบข่ายที่จำกัดนี้ ก็มากพอที่จะทำให้เราวิ่งเล่นได้อย่างไม่อึดอัด
ยกตัวอย่าง :
ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน
ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน
ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน
เห็นไหมว่าก็ไม่มีใครมาว่าอะไร : ) เว็บมาสเตอร์มันก็นั่งกะพริบตางงๆ
แต่มันก็ไม่เห็นแบนอะไรนะ :P เพราะเราอยู่ในปริมาณที่ไม่มากเกินไป
ไอ้ที่โดนๆ เพราะอัพเรื่องเซ็กซ์ ลบหลู่คนนั้นคนนี้ ป้ายสีคนนี้คนนั้น มันก็สมควร
นี่คือข้อดีของการอัพบล็อกอย่างหนึ่ง มีอิสระพอประมาณ
ต่อไป เพราะการทำงานเขียนเป็นอาชีพ จึงต้องรักษาสไตล์ของตัวเองเอาไว้
ในการทำงานหนังสือ บอกได้เลยครับว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติบางอย่างไป
เพื่อให้เหมาะสมกับนิตยสาร สนพ. หรือ นสพ. เล่มนั้นๆ
และเมื่อทำไปมากๆ เข้าก็จะโดนกลืนกิน หายไป...ใน...ที่...สุด
การอัพเดทบล็อกอย่างอิสระ เป็นการฝึกฝน และกอบกู้สิ่งเหล่านั้นคืนมา
อย่าคิดว่ามันไม่สำคัญนะ เพราะเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ ในการเขียนพวกนี้แหละที่จะจำเป็นต่อตัวเราเอง
ต่อให้เขียนโคตรจะคมแต่ว่าอ่านเท่าไหร่ก็เหมือนงานนักเขียนคนอื่น มันก็เท่านั้นใช่ไหม
การเขียนๆ อย่างซ้ำซาก ตะบี้ตะบันเขียนเข้าไป จะทำให้คุณเคยชินกับการออกหมัด
และเมื่อออกหมัดจนคล่องแคล่ว ลีลาก็จะตามมาเอง
เคยได้ยิน ชิน-ชินวุฒิ (ชื่อมันสะกดยังงี้ปะ?) ให้สัมภาษณ์ว่า เขาซ้อมเต้นหนักมาก
เต้นจนไม่ต้องใช้สมองคิดอะไรเกี่ยวกับมันอีกแล้ว เพื่อที่ว่าจะได้ใส่ใจการเอนเตอร์เทนมากขึ้น
เออ ได้ยินแล้วก็เห็นงามตามนั้น (เคลิ้มกับความเท่ของมันนิดๆ อร๊างห์...)
ถึงการเขียนจะแตกต่างออกไปสักหน่อยตรงที่ว่าเราควรใส่ใจต่อทุกคำที่พิมพ์ไป
แต่ในเคสของชิน การหยุดคิดนั่นแหละคือสิ่งที่เอนเตอร์เทนเราในฐานะผู้เขียนกับผู้อ่าน
(เข้าใจปะ)
การอัพบล็อกดียังไงอีก?
ตอนที่ทำงาน ต้องเขียนงานอย่างน้อยๆ วันละหนึ่งชิ้นเสมอ การอัพบล็อกยังทำให้มีวินัย
วินัยในการ 'หาเรื่อง' หาคอนเทนส์มาเขียน มาเล่า หาแง่มุมดีๆ มาอัพเดท
(เหมาะสำหรับคนที่อยากเป็นคอลัมนิสต์นะ) แทนที่จะถอดเทป-เรียบเรียง-ถอดเทป-เรียบเรียง
ทำให้เราได้ค้นหาข้อมูล เป็นบรรณาธิการให้ตัวเองอย่างอิสระ
ผมเคยคิดที่จะอัพทุกวันจันทร์-พุธ-ศุกร์ เว้น อังคาร กับ พฤหัส ไว้สต๊อกเรื่อง หาข้อมูล
เมื่อถึงเวลาก็ต้องรับผิดชอบกับเดดไลน์ที่ให้ตัวเองไว้ ถ้าทำไม่ได้ก็หาเรื่องทำโทษตัวเองซะ
นักเขียนหลายคนทำยังงี้ และส่วนใหญ่ก็ทำยังงี้ ถึงพวกเขาจะไม่นำมันมาแสดงหน้าบล็อกก็ตามที
คนทำอาชีพเกี่ยวกับการเขียนจริงๆ ส่วนใหญ่อยากเขียนอะไรตามใจนั่นแหละครับ
แต่ทุกทีที่จบงานก็เหนื่อยแทบขาดใจ จึงได้แต่ปล่อยให้ยูซเซอร์ของตัวเองร้าง
ผมเองยังมีพล็อตเรื่องสั้น นิยายเรื่องยาว โปรเจ็กต์นั่นนี่ทิ้งรกร้างอยู่เยอะแยะ
แต่ก็อย่างที่บอก ผมไม่ค่อยแข็งแรงน่ะครับ
สำหรับคนที่ทำอาชีพอื่นยังพอว่า มีงานเขียนเป็นงานอิสระ
อยากเขียนเมื่อไหร่ก็ลงมือพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ด
ผมเดาไปเองว่าหลายคนคงอดใจรอกลับบ้านเพื่ออัพบล็อกแทบไม่ไหว
วันนี้เจออะไรมา อยากจะเล่าใจจะขาดแล้ว ได้คำคมๆ มาประโยคนึง อยากจะเอาไปแชร์จะแย่
(น่าอิจฉานะครับ การมีชีวิตยังงี้ :) )
การอัพบล็อกยังมีดีตรงที่ เป็นสิ่งที่บันทึกความคิดของเราในช่วงเวลาหนึ่ง
คนเราเปลี่ยนไปทุกวันแหละครับ เราไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้เราจะพบสิ่งกระทบอะไร
หนังสือบางเล่ม หนังบางเรื่อง เพลงบางเรื่อง หรือคนบางคน
อาจทำให้เราคนเดิมโบกมือลาจากเราไปตลอดชีวิต และบางทีก็พาความคิดความอ่านของเราไปด้วย
ดีขึ้น หรือ แย่ลง ก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ที่แน่ๆ เราจะเปลี่ยนไป ไม่มากก็น้อย
ผมเองเวลาย้อนกลับไปอ่านบล็อกของตัวเองตอนเก่าๆ 3-4 ปีก่อน
บางทีก็นึกอยากจะได้ชุดความคิดเดิมกลับมา บางทีก็นึกชังมัน ความคิดอะไรเนี่ยมันช่างสุดโต่ง ฯลฯ
ความรู้สึกมากมายที่ถ่ายทอดออกทางตัวอักษร เชื่อเถอะครับว่าเราจะจำมันได้
บล็อกเป็นเหมือนไทม์แมชชีน มันจดจำ และจะคอยถ่ายทอดให้เรา
เผลอๆ จะจับให้เราในวันนั้น และในวันนี้ได้นั่งลงคุยกัน ถามไถ่อดีต แลกเปลี่ยนประสบการณ์
และนั่นเองที่จะทำให้ชีวิตของเราถูกเติมเต็มช่องว่างที่หายไปได้
บล็อกคล้ายภาพถ่าย ที่มีสารเร่งให้ภาพบางเวลาเด่นชัดขึ้นมา
ผมเคยนึกอยากบันทึกชึวิตของตัวเองเอาไว้ในตัวอักษรพวกนี้
แต่เสียดาย ผมทิ้งชีวิตบางช่วงไป เพราะผมไม่แข็งแรงพอ (ยักไหล่)
นี่คือข้อดีของบล็อกที่ผมในเวลาเกือบตีหนึ่งพอจะคิดออก
(อย่าเข้าใจผิดว่าผมกำลังพูดว่า "อัพบล็อกยังไงให้มีคนเมนต์เยอะๆ หรือคนดูแยะๆ" นะครับ)
(เพราะผมเองทำไม่เคยสำเร็จ!)
มาสเตอร์แช่มเคยแนะนำผมว่า การอัพบล็อกมันก็ไม่น่าจะอัพอะไรยาวๆ
เพราะคนอ่านจะเหนื่อย โลกอินเทอร์เน็ตก็ยังงี้ อะไรสั้นๆ ชัดๆ เสพง่ายๆ มักได้เปรียบ
ผมทำไม่เคยได้ ทำแล้วฝืน เป็นพวกมีน้ำมากกว่าเนื้อ
(ผิดจากความเป็นจริง ระยะนี้ผมค่อนข้างจะเจ้าเนื้อชอบกล)
แล้วก็แน่นอน เล่นเขียนซะยาวยืดเป็นน้ำตกไนแองการ่าแบบนี้ ใครมันจะไปอ่านจบวะ!
แต่เอาน่ะ ถึงอย่างนั้น ผมเชื่อว่ามีคนเป็นอย่างผมเยอะ
วันนี้ตั้งใจหมายมั่นว่าจะอัพเดทมันไปเรื่อยๆ! แต่สุดท้ายก็เหลวเป๋ว
บ้างก็ว่า งานเยอะแล้ว เหนื่อย บ้างก็ว่า ถ้ามีเวลาก็พักผ่อนดีกว่า
บ้างก็เห็นคอมเมนต์น้อยแล้วเหนื่อยใจ บ้างก็บอกว่าไม่รู้จะเขียนอะไร
ฯลฯ
เอาล่ะ สุดท้ายแล้ว ควรจะแยกย้ายกันไปนอนสักที
สำหรับนักอยากเขียนครับ บล็อกยังมีข้อดีอีกอย่างนะ
มันเป็นพื้นที่แสดงงาน เป็นสนามแห่งการปล่อยของ อย่างที่เราเห็นนั่นแหละ
ว่าชาวเอ็กซ์ทีนจำนวนมาก ได้มีผลงานรวมเล่มเป็นของตัวเอง
ได้สลอนอยู่บนเชลฟ์หนังสือ บางคนถึงขั้นได้ผละป้าย Best Seller
ในยุคนี้บรรณาธิการสำนักพิมพ์ต่างๆ ก็หาคนจากในบล็อกนี่แหละครับ
เพราะเป็นพื้นที่ที่ง่ายดายต่อการค้น และก็ไม่ยากนักในการพบ
ในเมื่อมีโอกาสแล้ว ทำไมจะยอมปล่อยมันไปง่ายๆ ดื้อๆ
อย่ามัวหวาดหวั่นว่าจะเสียหมา ถูกด่าว่าเสี่ยว เสร่อ
หรืออย่ามัวกลัวว่าถ้าปล่อยไปแล้วใครจะมาลอก ขโมยไอเดีย
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือเมื่อสักวันที่คุณรู้สึกตัวอีกที โอกาสมันก็ผ่านไปแล้ว
คุณกลายเป็นคนอ่อนแอโดยถาวร ไม่มีแรงแม้จะคิด หวัง หรืออะไรทั้งสิ้น
(บางคนถาม: อะไรของมึงเนี่ย แค่การอัพ ไม่อัพ จะเอามาตัดสินว่าใครอ่อนแอได้เลยเหรอวะ)
(แนะนำว่าให้ถามตัวเองกลับครับ : ))
เอาล่ะ มาถึงบรรทัดนี้ ก็เท่ากับเกือบ 5 หน้าเอสี่พอดิบพอดี ผมก็เริ่มจะง่วงละล่ะ
วันนี้อย่างน้อยก็ภูมิใจ ได้อัพบล็อกครั้งนึง หลังจากหายไปหลายเดือน
(และหายไปเป็นปีจากที่นี่)
สวัสดีครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ แล้วเจอกันใหม่ เมื่อผมเริ่มจะแข็งแรงกับเขาบ้าง!
ป.ล.ระหว่างนี้ก็ตามกันที่ทวิตเตอร์ @natchanon ไปก่อนละนะ : )