ผมมันคนไม่ค่อยแข็งแรง คิดอะไรขึ้นมาก็ฟิตเพียงช่วงแรก
กระทั่งการอัพเดทบล็อก เมื่อปลายปีที่แล้วคิดว่าจะขยันเขียน
(เออ อันที่จริงคือพิมพ์นั่นแหละนะ อย่าเบรกสิ...)
มาอัพทีไรก็สัญญิงสัญญากับบล็อกไม่มีเสียงนี่ทุกทีว่าฉันจะกลับมาทุกวัน
ประหนึ่งว่านัดได้เสียกับเมียน้อยที่จวนเจียนจะเลิกเห่อ
แต่จนแล้วจนรอด เมื่อวันนึงมาถึง ก็หนีหายไปเงียบๆ ไม่รับผิดชอบอะไรกันเลย
(ยังครับ ยังไม่เคยมีเมียน้อย อุปมาอุปมัยไปมั่วๆ นั่นแหละ)
(ละทำไมต้องมีวงเล็บมันทุกย่อหน้าวะเนี่ย)
เอาเป็นว่าวันนี้แอบแว่ปมาอัพในเอ็กซ์ทีนบ้าง แทนที่จะเป็นเวิร์ดเพรส
ปกติผมอัพที่โน่นน่ะครับ ทั้งที่ค่อนข้างสนิทสนมกับไอ้คุณแช่ม
ไม่รับปากใดๆ ว่าจะมาเขียนนั่นนี่ทุกวันหรือหาเรื่องมาเล่าได้ตลอดปี ฯลฯ
ผมไม่ค่อยมีแรงน่ะครับ ออกกำลังกายน้อย
บวกกับบ่อยครั้งที่ทำๆ ไปแล้วก็กลับมาถามตัวเองว่า จะอัพบล็อกประจำไปทำไม?
ผมก็มีเหตุผลไว้บอกตัวเองนะครับ (แล้วก็มีเหตุผลในการยกเลิกความตั้งใจด้วย)
ก่อนที่เหตุผลอย่างหลังจะอุบัติ ผมขอแชร์ทัศนะในการเขียนบล็อกสักหน่อยแล้วกัน
ข้อดีของการเขียนบล็อกมีเยอะครับ
เหมือนคนหน้าตาดีแหละ มีคุณสมบัติที่ดีเยอะ น่าคบหา ดูสะอาดสะอ้าน ฯลฯ
แต่ก็แน่นอนว่าทุกอย่างมันก็มีข้อเสียของมัน จะเป็นอะไรบ้างนั้นก็สุดแล้วแต่ใครจะค้นพบ
มันอาจเปลืองเงินเพราะต้องคีปลุค รักษาสิว โบ๊ะหน้า แต่งตัวจัด เดือดร้อนพ่อแม่
จะแคะขี้มูกกลางห้างก็ไม่ได้ เสียลุค จะจามเสียงดัง จะเกาตูดก็ไม่ได้ เสียลุค ฯลฯ
ผมก็เปรียบเทียบไปงั้นแหละนะ ไม่ได้หมายความว่าอัพบล็อกแล้วหล่อนะ
อยากหล่อต้องไปศัลยกรรม หรือไม่ก็กินยาตายกลับจุดเซฟ ไปเกิดใหม่
สำหรับผม (เข้าเรื่องการอัพบล็อกละนะ) ในฐานะที่ทำงานเขียนๆ มาตลอดชีวิต
เอ่อ... พูดยังงี้ก็เหมือนแก่ ตอนนี้อายุ 25 ทำงานตั้งแต่ 20 ก็ราวๆ 4-5 ปี (เท่า -1 ปี..)
ในบางขณะที่เราอยู่ในพื้นที่ที่ต้องทำงานประจำ ถึงจะได้ใช้ทักษะในการเขียนอย่างเต็มที่
แต่ก็ต้องมีบางทีที่อยากมีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง เช่น อยากจะพิมพ์คำว่า ส้นตีน ออกอากาศอย่างผ่าเผย
จะให้พิมพ์ลงนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์มันก็ยากใช่ไหมล่ะ
ความอิสระ! คือสิ่งแรกที่บล็อกมีให้พวกเราครับ ถึงจะไม่ได้อิสระเสมือนห้องนอนบ้านตัวเอง
ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ รู้สึกอิสระก็จริง แต่การจะไปถอดกางเกงแล้วถ่ายหนัก ณ ตรงนั้น
เพราะมันก็ดูจะสั่นคลอนความเป็นประเทศประชาธิปไตยไม่น้อย
ขี้เสร็จอาจทำให้ทุกฝ่ายต้องกลับมาพิจารณาหลักการปกครองกันใหม่เลยก็เป็นได้
แต่ในขอบข่ายที่จำกัดนี้ ก็มากพอที่จะทำให้เราวิ่งเล่นได้อย่างไม่อึดอัด
ยกตัวอย่าง :
ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน
ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน
ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน ส้นตีน
เห็นไหมว่าก็ไม่มีใครมาว่าอะไร : ) เว็บมาสเตอร์มันก็นั่งกะพริบตางงๆ
แต่มันก็ไม่เห็นแบนอะไรนะ :P เพราะเราอยู่ในปริมาณที่ไม่มากเกินไป
ไอ้ที่โดนๆ เพราะอัพเรื่องเซ็กซ์ ลบหลู่คนนั้นคนนี้ ป้ายสีคนนี้คนนั้น มันก็สมควร
นี่คือข้อดีของการอัพบล็อกอย่างหนึ่ง มีอิสระพอประมาณ
ต่อไป เพราะการทำงานเขียนเป็นอาชีพ จึงต้องรักษาสไตล์ของตัวเองเอาไว้
ในการทำงานหนังสือ บอกได้เลยครับว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติบางอย่างไป
เพื่อให้เหมาะสมกับนิตยสาร สนพ. หรือ นสพ. เล่มนั้นๆ
และเมื่อทำไปมากๆ เข้าก็จะโดนกลืนกิน หายไป...ใน...ที่...สุด
การอัพเดทบล็อกอย่างอิสระ เป็นการฝึกฝน และกอบกู้สิ่งเหล่านั้นคืนมา
อย่าคิดว่ามันไม่สำคัญนะ เพราะเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ ในการเขียนพวกนี้แหละที่จะจำเป็นต่อตัวเราเอง
ต่อให้เขียนโคตรจะคมแต่ว่าอ่านเท่าไหร่ก็เหมือนงานนักเขียนคนอื่น มันก็เท่านั้นใช่ไหม
การเขียนๆ อย่างซ้ำซาก ตะบี้ตะบันเขียนเข้าไป จะทำให้คุณเคยชินกับการออกหมัด
และเมื่อออกหมัดจนคล่องแคล่ว ลีลาก็จะตามมาเอง
เคยได้ยิน ชิน-ชินวุฒิ (ชื่อมันสะกดยังงี้ปะ?) ให้สัมภาษณ์ว่า เขาซ้อมเต้นหนักมาก
เต้นจนไม่ต้องใช้สมองคิดอะไรเกี่ยวกับมันอีกแล้ว เพื่อที่ว่าจะได้ใส่ใจการเอนเตอร์เทนมากขึ้น
เออ ได้ยินแล้วก็เห็นงามตามนั้น (เคลิ้มกับความเท่ของมันนิดๆ อร๊างห์...)
ถึงการเขียนจะแตกต่างออกไปสักหน่อยตรงที่ว่าเราควรใส่ใจต่อทุกคำที่พิมพ์ไป
แต่ในเคสของชิน การหยุดคิดนั่นแหละคือสิ่งที่เอนเตอร์เทนเราในฐานะผู้เขียนกับผู้อ่าน
(เข้าใจปะ)
การอัพบล็อกดียังไงอีก?
ตอนที่ทำงาน ต้องเขียนงานอย่างน้อยๆ วันละหนึ่งชิ้นเสมอ การอัพบล็อกยังทำให้มีวินัย
วินัยในการ 'หาเรื่อง' หาคอนเทนส์มาเขียน มาเล่า หาแง่มุมดีๆ มาอัพเดท
(เหมาะสำหรับคนที่อยากเป็นคอลัมนิสต์นะ) แทนที่จะถอดเทป-เรียบเรียง-ถอดเทป-เรียบเรียง
ทำให้เราได้ค้นหาข้อมูล เป็นบรรณาธิการให้ตัวเองอย่างอิสระ
ผมเคยคิดที่จะอัพทุกวันจันทร์-พุธ-ศุกร์ เว้น อังคาร กับ พฤหัส ไว้สต๊อกเรื่อง หาข้อมูล
เมื่อถึงเวลาก็ต้องรับผิดชอบกับเดดไลน์ที่ให้ตัวเองไว้ ถ้าทำไม่ได้ก็หาเรื่องทำโทษตัวเองซะ
นักเขียนหลายคนทำยังงี้ และส่วนใหญ่ก็ทำยังงี้ ถึงพวกเขาจะไม่นำมันมาแสดงหน้าบล็อกก็ตามที
คนทำอาชีพเกี่ยวกับการเขียนจริงๆ ส่วนใหญ่อยากเขียนอะไรตามใจนั่นแหละครับ
แต่ทุกทีที่จบงานก็เหนื่อยแทบขาดใจ จึงได้แต่ปล่อยให้ยูซเซอร์ของตัวเองร้าง
ผมเองยังมีพล็อตเรื่องสั้น นิยายเรื่องยาว โปรเจ็กต์นั่นนี่ทิ้งรกร้างอยู่เยอะแยะ
แต่ก็อย่างที่บอก ผมไม่ค่อยแข็งแรงน่ะครับ
สำหรับคนที่ทำอาชีพอื่นยังพอว่า มีงานเขียนเป็นงานอิสระ
อยากเขียนเมื่อไหร่ก็ลงมือพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ด
ผมเดาไปเองว่าหลายคนคงอดใจรอกลับบ้านเพื่ออัพบล็อกแทบไม่ไหว
วันนี้เจออะไรมา อยากจะเล่าใจจะขาดแล้ว ได้คำคมๆ มาประโยคนึง อยากจะเอาไปแชร์จะแย่
(น่าอิจฉานะครับ การมีชีวิตยังงี้ :) )
การอัพบล็อกยังมีดีตรงที่ เป็นสิ่งที่บันทึกความคิดของเราในช่วงเวลาหนึ่ง
คนเราเปลี่ยนไปทุกวันแหละครับ เราไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้เราจะพบสิ่งกระทบอะไร
หนังสือบางเล่ม หนังบางเรื่อง เพลงบางเรื่อง หรือคนบางคน
อาจทำให้เราคนเดิมโบกมือลาจากเราไปตลอดชีวิต และบางทีก็พาความคิดความอ่านของเราไปด้วย
ดีขึ้น หรือ แย่ลง ก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ที่แน่ๆ เราจะเปลี่ยนไป ไม่มากก็น้อย
ผมเองเวลาย้อนกลับไปอ่านบล็อกของตัวเองตอนเก่าๆ 3-4 ปีก่อน
บางทีก็นึกอยากจะได้ชุดความคิดเดิมกลับมา บางทีก็นึกชังมัน ความคิดอะไรเนี่ยมันช่างสุดโต่ง ฯลฯ
ความรู้สึกมากมายที่ถ่ายทอดออกทางตัวอักษร เชื่อเถอะครับว่าเราจะจำมันได้
บล็อกเป็นเหมือนไทม์แมชชีน มันจดจำ และจะคอยถ่ายทอดให้เรา
เผลอๆ จะจับให้เราในวันนั้น และในวันนี้ได้นั่งลงคุยกัน ถามไถ่อดีต แลกเปลี่ยนประสบการณ์
และนั่นเองที่จะทำให้ชีวิตของเราถูกเติมเต็มช่องว่างที่หายไปได้
บล็อกคล้ายภาพถ่าย ที่มีสารเร่งให้ภาพบางเวลาเด่นชัดขึ้นมา
ผมเคยนึกอยากบันทึกชึวิตของตัวเองเอาไว้ในตัวอักษรพวกนี้
แต่เสียดาย ผมทิ้งชีวิตบางช่วงไป เพราะผมไม่แข็งแรงพอ (ยักไหล่)
นี่คือข้อดีของบล็อกที่ผมในเวลาเกือบตีหนึ่งพอจะคิดออก
(อย่าเข้าใจผิดว่าผมกำลังพูดว่า "อัพบล็อกยังไงให้มีคนเมนต์เยอะๆ หรือคนดูแยะๆ" นะครับ)
(เพราะผมเองทำไม่เคยสำเร็จ!)
มาสเตอร์แช่มเคยแนะนำผมว่า การอัพบล็อกมันก็ไม่น่าจะอัพอะไรยาวๆ
เพราะคนอ่านจะเหนื่อย โลกอินเทอร์เน็ตก็ยังงี้ อะไรสั้นๆ ชัดๆ เสพง่ายๆ มักได้เปรียบ
ผมทำไม่เคยได้ ทำแล้วฝืน เป็นพวกมีน้ำมากกว่าเนื้อ
(ผิดจากความเป็นจริง ระยะนี้ผมค่อนข้างจะเจ้าเนื้อชอบกล)
แล้วก็แน่นอน เล่นเขียนซะยาวยืดเป็นน้ำตกไนแองการ่าแบบนี้ ใครมันจะไปอ่านจบวะ!
แต่เอาน่ะ ถึงอย่างนั้น ผมเชื่อว่ามีคนเป็นอย่างผมเยอะ
วันนี้ตั้งใจหมายมั่นว่าจะอัพเดทมันไปเรื่อยๆ! แต่สุดท้ายก็เหลวเป๋ว
บ้างก็ว่า งานเยอะแล้ว เหนื่อย บ้างก็ว่า ถ้ามีเวลาก็พักผ่อนดีกว่า
บ้างก็เห็นคอมเมนต์น้อยแล้วเหนื่อยใจ บ้างก็บอกว่าไม่รู้จะเขียนอะไร
ฯลฯ
เอาล่ะ สุดท้ายแล้ว ควรจะแยกย้ายกันไปนอนสักที
สำหรับนักอยากเขียนครับ บล็อกยังมีข้อดีอีกอย่างนะ
มันเป็นพื้นที่แสดงงาน เป็นสนามแห่งการปล่อยของ อย่างที่เราเห็นนั่นแหละ
ว่าชาวเอ็กซ์ทีนจำนวนมาก ได้มีผลงานรวมเล่มเป็นของตัวเอง
ได้สลอนอยู่บนเชลฟ์หนังสือ บางคนถึงขั้นได้ผละป้าย Best Seller
ในยุคนี้บรรณาธิการสำนักพิมพ์ต่างๆ ก็หาคนจากในบล็อกนี่แหละครับ
เพราะเป็นพื้นที่ที่ง่ายดายต่อการค้น และก็ไม่ยากนักในการพบ
ในเมื่อมีโอกาสแล้ว ทำไมจะยอมปล่อยมันไปง่ายๆ ดื้อๆ
อย่ามัวหวาดหวั่นว่าจะเสียหมา ถูกด่าว่าเสี่ยว เสร่อ
หรืออย่ามัวกลัวว่าถ้าปล่อยไปแล้วใครจะมาลอก ขโมยไอเดีย
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือเมื่อสักวันที่คุณรู้สึกตัวอีกที โอกาสมันก็ผ่านไปแล้ว
คุณกลายเป็นคนอ่อนแอโดยถาวร ไม่มีแรงแม้จะคิด หวัง หรืออะไรทั้งสิ้น
(บางคนถาม: อะไรของมึงเนี่ย แค่การอัพ ไม่อัพ จะเอามาตัดสินว่าใครอ่อนแอได้เลยเหรอวะ)
(แนะนำว่าให้ถามตัวเองกลับครับ : ))
เอาล่ะ มาถึงบรรทัดนี้ ก็เท่ากับเกือบ 5 หน้าเอสี่พอดิบพอดี ผมก็เริ่มจะง่วงละล่ะ
วันนี้อย่างน้อยก็ภูมิใจ ได้อัพบล็อกครั้งนึง หลังจากหายไปหลายเดือน
(และหายไปเป็นปีจากที่นี่)
สวัสดีครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ แล้วเจอกันใหม่ เมื่อผมเริ่มจะแข็งแรงกับเขาบ้าง!
ป.ล.ระหว่างนี้ก็ตามกันที่ทวิตเตอร์ @natchanon ไปก่อนละนะ : )